วันพุธที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2553


โอ้...สวัสดีค่ะ

ไม่ได้เข้ามาซะนานเลย หลายเดือนอยู่นะเนี่ย 55+


ไม่ได้ไปไหนหรอกนะ ยังอยู่ที่นี่แหละ ประเทศไทย..

จบราชินีบูรณะ รุ่น91 นะคะ

..รายงานตัว..

ชื่อ น.ส. พัชรีภรณ์ อั้งลี่

สายการเรียน อังกฤษ-ฝรั่งเศส

................


5555 :)


อาจไม่ค่อยได้เข้ามาอัพนะคะ

แต่จะพยายามที่สุด

น่าจะเรียนหนักนะคะ

คณะเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร สาขานิเทศศาสตร์ ม.ศิลปากร


............


เพราะเรียนฝรั่งเศสนี่แหละ

ทำให้มีวันนี้

........

จำคำของอาจารย์ไว้ให้เสมอว่า

"ความสวยสวนทางกับความรู้"

"การศึกษาเปลี่ยนสถานภาพของตัวเอง"

.................

วันอังคารที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2553


รู้คำศัพท์เกี่ยวกับภาพยนตร์สักหน่อย***





1. ถ้าเพื่อนชวนคุณไป "catch a flick" กับเธอ คุณว่าเธออยากทำอะไร?

คำตอบคือ: ดูหนัง



2. ศัพท์อีกคำที่ใช้เรียก "movie" คือ

คำตอบคือ: "film"



3. หนังสนุกตลกขบขันเรียกว่า

คำตอบคือ: "comedy"



4. อีกคำที่ใช้เรียก "movie theater" คือ

คำตอบของคุณคือ: "cinema"



5. หนังที่เป็นภาคต่อของเรื่องแรกเรียกว่า

คำตอบคือ : "a sequel"



6. หนังที่ถูกสร้างขึ้นโดยไม่ได้เงินสนับสนุนจากบริษัทภาพยนตร์ใหญ่ๆ เรียกว่า
คำตอบคือ : "an independent film"




7. หนังประเภทน่ากลัวขนหัวลุกเรียกว่า

คำตอบคือ: "horror movie"




8. คำแปลบทสนทนาในหนังที่เห็นได้อยู่ข้างล่างของหน้าจอเรียกว่า

คำตอบคือ: "subtitles"



9. หนังเรื่องไหนที่ดังระเบิดและบัตรขายดีเป็นเทน้ำเทท่าเรียกว่า
คำตอบคือ : "blockbuster"



10. เมื่อถึงโรงหนัง คุณจะซื้อบัตรเข้าชมได้ที่ไหน
คำตอบคือ : "box office"

วันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

รายชื่อคณะที่ใช้คะแนน GAT เพียงวิชาเดียวมาบอก แต่เป็นเฉพาะ 2 สถาบันก่อนนะ.. เพราะสถาบันอื่นๆ ระเบียบการยังไม่ชัดเจน โดยคณะที่ใช้ GAT วิชาเดียวนั้นจะมีสัดส่วนคะแนนดังนี้ค่ะ
GPA 20%
O-NET 30% และ
GAT 50% จร้า .....ส่วนจะมีคณะไหนไปดูกันเลย

รายชื่อคณะที่ใช้คะแนน GAT วิชาเดียว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- คณะจิตวิทยา รับ 25 คน
- คณะรัฐศาสตร์ สาขาการปกครอง รับ 62 คน
- คณะรัฐศาสตร์ สาขาสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา รับ 62 คน
- คณะรัฐศาสตร์ สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รับ 62 คน
- คณะนิเทศศาสตร์ รับ 40 คน

รายชื่อคณะที่ใช้คะแนน GAT วิชาเดียว มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
- คณะมนุษยศาสตร์ สาขาวรรณกรรมสำหรับเด็ก รับ 15 คน
- คณะมนุษยศาสตร์ สาขาสารสนเทศศึกษา รับ 40 คน
- คณะมนุษยศาสตร์ สาขาวิชาภาษาตะวันออก เอกภาษาเกาหลี รับ 35 คน
- คณะมนุษยศาสตร์ สาขาวิชาภาษาตะวันออก เอกภาษาเขมร รับ 35 คน
- คณะมนุษยศาสตร์ สาขาวิชาภาษาตะวันออก เอกภาษาเวียดนาม รับ 35 คน
- คณะมนุษยศาสตร์ สาขาวิชาภาษาไทย เอกภาษา และวรรณคดีไทย รับ 35 คน
- คณะมนุษยศาสตร์ สาขาวิชาภาษาไทย เอกภาษาไทยเพื่อการสื่อสารมวลชน รับ 35 คน
- คณะมนุษยศาสตร์ สาขาจิตวิทยา รับ 35 คน
- คณะสังคมศาสตร์ สาขาวิชาประวัติศาสตร์ รับ 25 คน
- คณะสังคมศาสตร์ สาขาวิชาพัฒนาการชุมชนเมือง รับ 20 คน
- คณะสังคมศาสตร์ สาขาวิชาการจัดการท่องเที่ยว และโรงแรม รับ 23 คน
10 เคล็ดลับ จำง่าย การอ่านหนังสือสอบ


1. ปิด ทีวี คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต mp3 มีสติอยู่กับหนังสือ

2. นั่งสมาธิสัก 5 นาที

3. อ่านหนึ่งรอบ แล้วสรุป โดยไม่เปิดหนังสือ

4. เช็คคำตอบ

5. อ่านอีกหนึ่งรอบ

6. สรุปใหม่ เปิดหนังสือได้เอาไว้อ่าน

7. ถ้าทำเป็น Mind Mapping จะอ่านง่ายขึ้น

8. มีเอกสารอะไรที่ครูแจก อย่าคิดว่าไม่สำคัญ

9. ท่องในส่วนที่ครูพูดย้ำบ่อยๆ อย่างน้อย 2 ครั้ง/คาบ

10. ก่อนวันสอบ ห้ามหักโหมอ่านหนังสือถึงเที่ยงคืน เพราะสมองจะไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น

วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2553

ความเหมือนของ3มหาลัยดังที่ใครๆหลายๆคนอาจยังไม่เคยรู้

ข้อที่ 1
ในปีพุทธศักราช 2486 ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯจากในหลวงรัชกาลที่ 8 สถาปนามหาวิทยาขึ้นพร้อมกัน 3 แห่งในปีเดียวกันนั่นก็คือ...

- มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ศาสตร์แห่งแผ่นดิน






มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (มหาวิทยาลัยมหิดล)
ปัญญาของแผ่นดิน




- มหาวิทยาลัยศิลปากร
"ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น"



ข้อที่ 2
ได้มีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยทั้ง 3 แห่งไว้ในกรุงเทพมหานคร ทั้ง 3 มหาวิทยาลัย
ข้อที่ 3
และต่อมาทั้ง 3 มหาวิทยาลัยได้มีการจัดตั้งวิทยาเขตขึ้นในจังหวัดนครปฐมอีกด้วยคือ...
- มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตศาลายา
- มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์
- มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน
ข้อที่ 4
ทั้ง 3 มหาวิทยาลัยล้วยได้สนองงานการศึกษาถวายแด่พระบรมวงค์ศานุวงศ์หลายพระองค์คือ...
มหาวิทยาลัยศิลปากร
- สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ปริญญาโท คณะโบราณคดี
- พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ ปริญญาตรี/โท คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพิมพ์
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
- สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์อัครราชกุมารี ปริญญาตรี คณะวิทยาศาสตร์
- พระเจ้าวรวงเธอพระองค์เจ้าศรีรัชมิ์พระวรชายาฯ ปริญญาโท คณะเกษตร
มหาวิทยาลัยมหิดล
- สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์อัครราชกุมารี ปริญญาโท/เอก คณะวิทยาศาสตร์
ข้อที่ 5
มหาวิทยาลัยทั้ง 3 แห่งยังใช้ดวงตราพระราชทานโดยดวงตราสัญลักษณ์ของ ศิลปากรและเกษตรศาสตร์ เป็นดวงตราโบราณที่มีมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ส่วนของมหิดลเป็นดวงตราประจำพระองค์ของสมเด็จพระบรมราชชนกในรัชกาลปัจจุบัน
และมหาวิทยาลัยทั้ง 3 แห่งยังได้รับการยอมรับทั้ง 3 ด้านคือ
- มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นมหาวิทยาลัยแพทยและการสาธารณะสุขแห่งชาติ
- มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นมหาวิทยาลัยศิลปะและการออกแบบแห่งชาติ
- มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรมการเกษตรและวิศวกรรมสมัยใหม่แห่งชาติ
ทั้ง 3 สถาบันยังได้รับการยอมรับและเป็นมหาวิทยาลัยยอดนิยมของไทยอีกด้วย
เกษตรศาสตร์ มหิดล ศิลปากร
"ศาสตร์แห่งแผ่นดิน ปัญญาของแผ่นดิน ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น"






วันอังคารที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2553





คำขวัญวันเด็กปี 53
“คิดสร้างสรรค์ ขยันใฝ่รู้ เชิดชูคุณธรรม”


วันเด็กแห่งชาติ






มีต้นกำเนิดมาจากการที่องค์การสหประชาชาติทั่วโลกเกิดความตื่นตัว และเห็นพ้องต้องกันว่าควรจะให้

ความสำคัญแก่เด็ก ๆ โดยในปี พ.ศ. 2498 นายวี เอ็ม กุล ผู้แทนองค์การสหพันธ์เพื่อสวัสดิการเด็กระหว่าง



ประเทศ ได้เป็นผู้เสนอต่อกรมประชาสงเคราะห์ ให้มีการจัดงานวันเด็กแห่งชาติขึ้น เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนได้






เห็นความสำคัญ และความต้องการของเด็ก รวมถึงเพื่อเป็นการกระตุ้นให้เด็กตระหนักถึงบทบาทอันสำคัญของ






ตนในประเทศ โดยปลูกฝังให้เด็กมีส่วนร่วมในสังคม เตรียมพร้อมให้ตนเองเป็นกำลังของชาติ






วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2552







วันนี้ในอดีต...มารู้กันว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง...

24 ธันวาคม พ.ศ. 2361 : วันเกิด เจมส์ จูล นักฟิสิกส์ชาวอังกฤษ


24 ธันวาคม พ.ศ. 2361 วันเกิด เจมส์ จูล (James Joule) นักฟิสิกส์ชาวอังกฤษ ผู้ที่ค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างพลังงานกลและพลังงานความร้อน และเขายังค้นพบความสัมพันธ์ของความต้านทานไฟฟ้าและความร้อนที่ปล่อยออกมา ต่อมาเรียกว่ากฎของจูล เขาได้รับการยกย่องโดยใช้ชื่อของเขาเป็นชื่อหน่วยของความร้อน โดย 1 จูล = 4.2 แคลอรี่ เขาถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2432 ขณะอายุ 71 ปี



24 ธันวาคม พ.ศ. 2449:รายการวิทยุรายการแรกออกอากาศ โดยศาสตราจารย์ เรจิเนลด์ เฟสเซสเดนท์







24 ธันวาคม พ.ศ. 2449 วันนี้รายการวิทยุรายการแรกออกอากาศ โดยศาสตราจารย์ เรจิเนลด์ เฟสเซสเดนท์ จากรัฐแมสซาชูเสจ ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ออกอากาศเกี่ยวกับบทกวี การสีไวโอลิน และสุนทรพจน์ ใช้คลื่น 429 แรงขับเคลื่อนจากพลังไอน้ำ ใช้สายอากาศสูง 429 ฟุต และเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังน้ำ





24 ธันวาคม พ.ศ. 2522:Ariane1จรวดลำแรกของกลุ่มประเทศยุโรป ทะยานขึ้นสู่อวกาศเป็นผลสำเร็จ




แมวตาเพชร เกิดจากอะไร



มนุษย์มีธรรมชาติอย่างหนึ่งคือชอบสะสมของแปลกๆหรือสิ่งแปลกๆ ไว้ใกล้ตัว เพราะเชื่อว่าจะนำสิริมงคลมาให้ สะสมไปถึงขั้นเลี้ยงสัตว์ที่แปลก อย่างแมวตาเพชรหรือเพชรตาแมว
ได้ยินข่าวเป็นระยะๆ ว่ามีคนได้เพชรตาแมวมาจากแมวตัวนั้นตัวนี้ และยังบอกสำทับมาด้วยว่าจะทำให้เกิดโชคลาภต่างๆ นานา ยอมเสียสตางค์ซื้อแมวหลายแสนบาท หรือ เป็นล้านบาทก็ยังมี
ผลสุดท้ายต้องมานั่งซอกซ้ำใจ เพราะเมื่อแมวตัวนั้นตายไปแล้วปรากฏว่าสิ่งที่เคยคิดว่าเป็นเพชรในตาแมวเหล่านั้นก็สูญสลายหายไปหมด กลายเป็นส่วนหนึ่งของซากแมว เพราะความแวววาวเหมือนอัญมณีนั้นก็คือเลนส์ตาซึ่งเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของแมวเท่านั้นเอง
สิ่งที่เราเรียกว่าเพชรตาแมวนั้น แท้ที่จริงคือแมวที่มีความผิดปกติ คือเป็นโรคตาที่เรียกว่าต้อ เหมือนกรณีของคน อาการที่แสดงคือตาบวมโตขึ้น ตัวเลนส์จะมีสีขุ่นมัวและมีประกายออกมาเสียด้วย มองผาดๆ แล้วก็นึกว่าเป็นตาเพชร ความจริงคือแมวป่วยทางตาเท่านั้นเอง ไม่ใช่อาถรรพ์ของเพชรตาแมวที่ไหนเลย






ที่มา วิทยาศาสตร์รอบตัว(จาก สสวท.)
http://knowledgesharing.thaiportal.net/บทความ/tabid/93/articleType/ArticleView/articleId/167/.aspx

วันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2552


เทศน์มหาชาติ


เทศน์มหาชาติ คือการร่ายยาว หรือการเล่าเรื่องมหาเวสสันดรชาดก ว่าด้วยพระบุพจริยาของพระพุทธองค์ในอดีตชาติ เมื่อเสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดรบรมโพธิสัตว์ ทรงบำเพ็ญพระบารมีเป็นพระชาติสุดท้าย ก่อนจะตรัสรู้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ


เวสสันดรชาดก เป็นหนึ่งในสิบของทศชาติชาดก หรือที่เรียกกันว่าพระเจ้าสิบชาติ ซึ่งเป็นชาดกที่กล่าวถึงการบำเพ็ญ พระบารมีที่ยิ่งใหญ่ของพระโพธิสัตว์ถึง ๑๐ พระชาติด้วยกันคือ เตมียชาดก ทรงบำเพ็ญ เนกขัมมบารมี, มหาชนกชาดก ทรงบำเพ็ญ วิริยบารมี, สุวรรณสามชาดก ทรงบำเพ็ญ เมตตาบารมี, เนมีราชชาดก ทรงบำเพ็ญ อธิษฐานบารมี, มโหสถชาดก ทรงบำเพ็ญ ปัญญาบารมี, ภูริทัตชาดก ทรงบำเพ็ญ ศีลบารมี, จันทกุมารชาดก ทรงบำเพ็ญ ขันติบารมี, นารทชาดก ทรงบำเพ็ญ อุเบกขาบารมี, วิฑูรชาดก ทรงบำเพ็ญ สัจจบารมี, เวสันดรชาดก ทรงบำเพ็ญ ทานบารมี


การเทศน์มหาชาติ จัดเป็นโบราณประเพณีอย่างหนึ่ง ซึ่งบรรพบุรุษไทยยึดถือสืบทอดและปฏิบัติสืบต่อกันมา ในปัจจุบันวัด ต่าง ๆ จัดให้มีการเทศน์มหาชาติขึ้น ในเทศกาลช่วงเข้าพรรษา ๓ เดือน สำหรับการเทศน์มหาชาติเป็นการร่วมกันจรรโลงมรดกทางวัฒนธรรมที่สูงค่า ให้อยู่คู่กับพระพุทธศาสนา โดยน้อมรำลึกถึงเรื่องราว ในสมัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์ชาติที่เป็นพระเวสสันดร พระองค์ทรงบำเพ็ญทานบารมียิ่งใหญ่คือการบริจาคทรัพย์สมบัติ พระโอรส พระธิดา และพระมหาเหสี ซึ่งการกระทำดังกล่าวเรียกว่า “มหาทาน” ยากที่ปุถุชนทั่วไปจะทำได้


เทศมหาชาติทั้ง 13 กัณฑ์ ได้แก่


1. กัณฑ์ทศพร พระนางผุสดีขอพระอินทร์ 10 ประการ

2. กัณฑ์หิมพานต์ พระเวสสันดรบริจาคช้างปัจจัยนาเคนทร์

3. กัณฑ์ทานกัณฑ์ พระเวสสันดรบริจาคสัตตสดกมหาทาน

4. กัณฑ์วนปเวศน์ พระเวสสันดรและครอบครัวเดินชมป่า

5. กัณฑ์ชูชก นางอมิตตดาบอกชูชกให้ไปทูลขอกัณหาและชาลี

6. กัณฑ์จุลพน ชูชกหลอกพรานเจตบุตร

7. กัณฑ์มหาพน ชูชกหลอกพระอัจจุฤาษี

8. กัณฑ์กุมาร ชูชกขอกัณหาและชาลีต่อพระเวสสันดร

9. กัณฑ์มัทรี พระอินทร์ถ่วงเวลาพระนางมัทรีไม่ให้ไปทันเวลา

10. กัณฑ์สักกบรรพ พระเวสสันดรบริจาคพระนางมัทรี

11. กัณฑ์มหาราช ชูชกนอนอย่างสบายใจเพราะคิดว่ามีทาสรับใช้แล้ว

12. กัณฑ์ฉกษัตริย์ กษัตริย์ 6 พระองค์พบกันดีใจและร้องไห้จนสลบพระอินทร์บันดาลฝนโบกขรพรรษให้ตก

13. กัณฑ์นครกัณฑ์ พระเวสสันดรและครอบครัวเสด็จกลับนคร

วันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2552



















เทศกาลทุ่งทานตะวันบาน
เทศกาลทุ่งทานตะวันบาน เป็นชื่อเรียกเทศกาลรวมๆ ในการจัดชมดอกทานตะวันในบริเวณ

ภาคกลางของประเทศไทย จะจัดขึ้นโดยจะมีในช่วงเดือนพฤศจิกายน - กุมพาพัน ของทุกปี โดย
มีพื้นที่ปลูกใน อำเภอพัฒนานิคม บางส่วนของอำเภอเมืองลพบุรี รวมทั้งบริเวณโดยรอบเขื่อนป่า
สักชลสิทธิ์ และรวมถึงพื้นที่ติดต่อกันในจังหวัดสระบุรีอีกด้วย

การเยี่ยมชมทุ่งทานตะวันบาน สามารถเดินทางมาได้หลายเส้นทาง โดยทางถนนให้เดินทางมา
ตามถนนพหลโยธิน ก่อนเข้าเมืองลพบุรี 5 กิโลเมตร ให้เลี้ยวขวา เข้าเส้นทางไป อำเภอพัฒนา
นิคม (ตามทางหลวงหมายเลย 3017) มุ่งหน้าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ หรือเส้นทางที่สอง เดินทางตาม
ถนนพหลโยธิน มาถึงสามแยกพุแค ให้ไปทางจังหวัดเพชรบูรณ์ (ตามทางหลวงหมายเลข 21) มุ่ง
หน้าสู่อำเภอพัฒนานิคมเช่นกัน ซึ่งทั้งสองเส้นทางนี้ในช่วงที่มีเทศกาลทุ่งทานตะวันบาน จะมี

ทิวทัศน์สองข้างทางที่สวยงามมาก ท่านสามารถเยี่ยมชม ถ่ายภาพ ในทุ่งทานตะวันได้ โดยอาจ
เสียค่าเยี่ยมชมเล็กน้อย รวมทั้งยังสามารถซื้อของฝาก เช่น น้ำผึ้ง ของฝากจากจังหวัดลพบุรี

หรือผลิตภัณฑ์จากดอกทานตะวันได้อีกด้วย

อีกเส้นทางหนึ่งที่นิยมคือ เส้นทางรถไฟ โดยจะมีรถไฟออกเดินทางจาก
สถานีรถไฟหัวลำโพงทุก

วัน ซึ่งสามารถสอบถามข้อมูลจากการรถไฟแห่งประเทศไทยโดยการโทร 1690 โดยขบวนรถไฟ

จะวิ่งผ่านอ่างเก็บน้ำของ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์บางขบวนจะจอดที่ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เพื่อให้ผู้

โดยสารได้แวะถ่ายภาพอีกด้วย



















วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2552

วันพ่อ 5 ธันวามหาราช

5 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทางราชการได้กำหนดให้เป็นวันหยุดราชการหนึ่งวัน เพื่อให้ประชาชนชาวไทย ได้ร่วมกันเฉลิมฉลองในวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ ถือเป็นวันพ่อแห่งชาติ อีกวันหนึ่งด้วย วันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีความเป็นมาของวันสำคัญ คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระราชสมภพเมื่อ วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 ณ โรงพยาบาล เมาท์ ออเบิร์น นครบอสตัน สหรัฐอเมริกา โดยนายแพทย์วิทท์มอร์ เป็นผู้ถวายการประสูติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติเป็นรัชกาลที่ 9 แห่งบรมจักรีวงศ์ กรุงรัตนโกสินทร์ ทรงประกอบพระราชกรณียกิจและเจริญพระราชจริยาวัตรเป็นเอนกประการ จำเนียรกาลผ่านมาถึงปัจจุบันที่สุดจะพรรณนาให้ครบถ้วนได้ ท่ามกลางมหาสมาคมวันพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก ทรงมีกระแสพระราชดำรัสที่พสกนิกรทุกคนยังจดจำได้ "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม" อันคำว่าโดย "ธรรม" นั้น ทรงหมายถึง ธรรมอันล้ำเลิศที่เรียกว่า "ทศพิธราชธรรม" หรือที่เรียกกันโดยสามัญว่า "ราชธรรม 10 ประการ" ราชธรรม 10 ประการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงยึดมั่นทรงปฎิบัติโดยเคร่งครัด และส่งผลถึงพสกนิกรทั่วพระราชอาณาจักรนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเหนือเกล้าฯ

วันพ่อแห่งชาติ ได้จัดให้มีขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2523 โดยคุณหญิงเนื้อทิพย์ เสมรสุต นายกสมาคมผู้อาสาสมัครและช่วยการศึกษาเป็นผู้ริ่เริ่ม หลักการและเหตุผลในการจัดตั้งวันพ่อ โดยที่พ่อเป็นผู้มีพระคุณที่มีบทบาทสำคัญ ต่อครอบครัวและสังคม สมควรที่ผู้เป็นลูกจะเคารพเทิดทูนตอบแทนพระคุณด้วยความกตัญญู และสมควรที่สังคมจะยกย่องให้เกียรติรำลึกถึงผู้เป็นพ่อ จึงถือเอาวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปีซึ่งเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาเป็น "วันพ่อแห่งชาติ" ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยอย่างนานัปการ ทรงเป็นพระราชบิดาของพระราชโอรสและพระราชธิดา ทรงรักใคร่และห่วงใยตั้งแต่พระเยาว์จนถึงปัจจุบัน รวมทั้งพระเจ้าหลานเธอทุกพระองค์ต่างซาบซึ้งและปลาบปลื้มในพระมหากรุณาธิคุณอย่างมิรู้ลืม พระองค์ทรงเป็น "พ่อ" ตัวอย่างของปวงชนชาวไทยที่เปี่ยมล้นด้วยพระเมตตากรุณา ทรงห่วงใยอย่างหาที่เปรียบมิได้


วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2552



8 ตัวอย่างภาษาอังกฤษแบบผิดๆ

8 ตัวอย่างภาษาอังกฤษแบบผิดๆ ที่ฮิตติดปากคนไทย ในปัจจุบันมีคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษที่คนไทยใช้กันจนติดปากอยู่มากมาย แต่คุณเคยรู้ไหมว่ามีบางคำที่ฝรั่งเค้าไม่ได้ใช้อย่างที่เราพูดกันติดปาก ผมจึงเสนอคำศัพท์สัก 10 ตัวอย่างที่คนไทยมักใช้อย่างผิดๆพร้อมทั้งคำที่ถูกต้องซึ่งคุณควรนำไปใช้เวลาคุยกับฝรั่ง เริ่มเลยแล้วกันค่ะ

1) อินเทรนด์ (in trend) คำนี้อินเทรนด์มากๆ เอ๊ย...ฮิตมากๆ ในปัจจุบัน สามารถได้ยินตามรายการวิทยุหรือโทรทัศน์ทั่วไป เพราะใช้กันทั่วบ้านทั่วเมือง เช่น เด็กสมัยนี้ถ้าจะให้อินเทรนด์ต้องตามแฟชั่นเกาหลี ซึ่งบางทีเวลาคุณต้องการพูดว่า "มันทันสมัย" คุณอาจจะติดปากว่า "It is in trend." คำว่า "ทันสมัย" ฝรั่งเค้าไม่ใช้คำว่า "in trend" อย่างคนไทยหรอกครับ เค้าจะใช้คำว่า "trendy" หรือ "fashionable" ซึ่งเป็นคำคุณศัพท์ที่คุณสามารถวางไว้หน้าคำนามที่ต้องการขยาย เช่น a trendy haircut ทรงผมที่ทันสมัย, a fashionable restaurant ร้านอาหารที่ทันสมัย หรือจะไว้หลัง verb to be เช่น It is trendy. หรือ It is fashionable. ก็ได้

2) เว่อร์ (over) เช่น ใยคนนั้นทำอะไรเว่อร์ๆ She is over. ไม่มีความหมายแต่อย่างใดในภาษาอังกฤษ ฝรั่งที่ได้ยินคุณพูดเช่นนี้ คงมึนตึบ พร้อมทำสีหน้างงว่ามันหมายถึงอะไรเหรอ? พูดถึงคำนี้ คนไทยน่าจะหมายถึงการพูดเกินจริงหรือทำเกินจริง ซึ่งถ้าพูดเกินจริง ควรจะใช้คำศัพท์ที่ว่า "exaggerate" เป็นคำกิริยา อ่านว่า เอก-แซ้ก-เจ่อ-เรท เช่น

He said you walked 30 miles." เค้าบอกว่าคุณเดินตั้ง 30 ไมล์ "No - he's exaggerating. It was only about 15." ไม่หรอก เค้าพูดเว่อร์ (เกินจริง) มันก็แค่ 15 ไมล์เอง

ดังนั้น ถ้าจะบอกว่า เธอพูดเว่อร์น่ะ ก็บอกว่า You're exaggerating. หรือจะบอกเค้าว่า อย่าพูดเว่อร์ๆ น่ะ อาจใช้ว่า Don't exaggerate. ส่วนอาการเว่อร์อีกแบบคือการทำเกินจริง เราจะใช้คำกิริยาที่ว่า "overact" เช่น You're overacting. เธอทำเว่อร์เกิน (แสดงอารมณ์เกินจริง)

3) ดูหนัง soundtrack เวลาคุณจะบอกใครว่า ฉันต้องการดูหนังฝรั่งที่พากย์ภาษาอังกฤษ อย่าพูดว่า "I want to watch a soundtrack film." แต่ควรจะใช้ว่า "I want to watch an English film." เพราะความหมายของคำว่า "soundtrack" คือ ดนตรีที่อยู่ในภาพยนตร์ ต่างหากล่ะครับ ถ้าเราจะพูดถึงหนังฝรั่งที่พากย์เสียงภาษาไทย เราต้องบอกว่า "I want to watch an English film that is dubbed into Thai." เพราะคำกิริยาว่า "dub" คือพากย์เสียงจากต้นแบบในหนังหรือรายการโทรทัศน์ไปเป็นภาษาอื่น ส่วนหนังที่มีคำบรรยายใต้ภาพเราเรียกว่า "a subtitled film" ซึ่งคำบรรยายที่อยู่ใต้ภาพ เราเรียกว่า "subtitles" (ต้องมี s ต่อท้ายเสมอนะครับ) เช่น a French film with English subtitles หนังฝรั่งเศสที่มีคำบรรยายใต้ภาพเป็นภาษาอังกฤษ

หนังบางเรื่องจะมีคำบรรยายใต้ภาพเป็นภาษาเดียวกับที่นักแสดงพูด เรามีศัพท์เรียกเฉพาะว่า "closed-captioned films/คำหวงห้าม/television programs" หรือ อาจเขียนย่อๆ ว่า "CC" เช่น You should watch a closed-captioned film to improve your English. คุณควรจะดูหนังฝรั่งที่มีคำบรรยายภาษาอังกฤษเพื่อพัฒนาภาษาอังกฤษของคุณ

4) นักศึกษาปี 1 คนไทยมักเรียกว่า "freshy" ซึ่งฝรั่งไม่รู้เรื่องหรอกครับ เพราะไม่มีการบัญญัติศัพท์คำนี้ในภาษาอังกฤษ เค้าจะใช้คำว่า "fresher" หรือ "freshman" เช่น He is a fresher. หรือ He is a freshman. หรือ He is a first-year student. เขาเป็นนักศึกษาปี 1 ส่วนปีอื่นๆ คนไทยเรียกถูกแล้วค่ะ คือ ปี 2 เราเรียก a sophomore, ปี 3 เรียกว่า a junior และ ปี 4 เรียกว่า a senior

5) อัดหรือบันทึก คนไทยมักพูดทับศัพท์ว่า เร็คคอร์ด (record) คำๆ นี้สามารถเป็นได้ทั้งคำนามและคำกิริยา เพียงแค่เปลี่ยนตำแหน่ง stress กล่าวคือ ถ้าจะใช้เป็นคำนามที่แปลว่า แผ่นเสียงหรือสถิติ ให้ขึ้นเสียงสูงที่พยางค์แรก คือ "เร็ค-คอร์ด" เช่น He wants to buy a record. เขาต้องการซื้อแผ่นเสียง, I broke my own record. ฉันทำลายสถิติของฉันเอง แต่ถ้าคุณจะหมายถึงคำกิริยาที่แปลว่า อัดหรือบันทึก ต้อง stress พยางค์หลัง ซึ่งจะอ่านว่า "รี-คอร์ด" เช่น I'll record the film and we can all watch it later. ฉันจะอัดหนัง เราจะได้เก็บไว้ดูทีหลังได้ ส่วนเครื่องบันทึก เราเรียกว่า "recorder" อ่านว่า รี-คอร์-เดอร์

6) ต่างคนต่างจ่าย เรามักใช้ American share รับรองว่าฝรั่ง(ต่อให้เป็นชาวอเมริกันด้วยค่ะ) ได้ยินแล้ว งงแน่นอน ถ้าคุณจะหมายถึงต่างคนต่างจ่ายให้ใช้ว่า "Let's go Dutch." หรือ "Go Dutch (with somebody)." อันนี้ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นธรรมเนียมของชาวดัตช์หรือเปล่า? ที่ต่างคนต่างจ่ายเลยมีสำนวนอย่างนี้ หรือคุณอาจจะบอกตรงๆ เลยว่า "You pay for yourself." คือเป็นอันรู้กันว่าต่างคนต่างจ่าย แต่ถ้าคุณต้องการเป็นเจ้ามือ(ไม่ใช่เล่นไพ่นะครับ)เลี้ยงมื้อนี้เอง คุณควรพูดว่า "It's my treat this time." หรือ "My treat." หรือ "It's on me." หรือ "All is on me." หรือ "I'll pay for you this time." ทั้งหมดแปลว่า มื้อนี้ฉันจ่ายเอง ส่วนถ้าจะบอกเพื่อนว่า คราวหน้าแกค่อยเลี้ยงฉันคืน ให้บอกว่า "It's your treat next time."

7) ขอฉันแจม (jam) ด้วยคน ในกรณีนี้คำว่า "แจม" น่าจะหมายถึง "ร่วมด้วย" เช่น We are going to eat outside. Do you want to jam? เรากำลังจะออกไปกินข้าวข้างนอก เธอจะไปด้วยมั้ย? ในภาษาอังกฤษไม่ใช้คำว่า jam ในกรณีแบบนี้ ซึ่งควรจะใช้ว่า "Do you want to join us?", "Do you want to come with us?" หรือ "Do you want to come along?" จะดีกว่าค่ะ

8) เขามีแบ็ค (back) ดี "He has a good back." ฝรั่งคงงงว่ามันเกี่ยวอะไรกับข้างหลังของเค้า เพราะ back แปลว่า หลัง (อวัยวะ) แต่คุณกำลังจะพูดถึงมีคนคอยสนับสนุน ซึ่งต้องใช้ "a backup" ซึ่งหมายถึง คนหรือสิ่งของที่ช่วยสนับสนุน ช่วยเหลือ เกื้อกูล เป็นกำลังใจให้

วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

กาพย์เห่เรือ

กาพย์เห่เรือ


กาพย์เห่เรือ เป็นคำประพันธ์ประเภทหนึ่ง แต่งไว้สำหรับขับร้องเห่ในกระบวนเรือ โดยมีทำนองเห่ที่สอดคล้องกับจังหวะการพายของฝีพาย ว่าช้า หรือเร็ว มักจะมีพนักงานขับเห่หนึ่งคนเป็นต้นเสียง และฝีพายคอยร้องขับตามจังหวะ พร้อมกับการให้จังหวะจากพนักงานประจำเรือแต่ละลำ


กาพย์เห่เรือนั้น ใช้คำประพันธ์ 2 ชนิดด้วยกัน นั่นคือ กาพย์ยานี 11 และโคลงสี่สุภาพ เรียงร้อยกันในลักษณะที่เรียกว่า กาพย์ห่อโคลง โดยมักขึ้นต้นด้วยโคลง 1 บท แล้วตามด้วยกาพย์ยานี เรื่อยไป จนจบตอนหนึ่งๆ เมื่อจะขึ้นตอนใหม่ ก็จะยกโคลงสี่สุภาพมาอีกหนึ่งบท แล้วตามด้วยกาพย์จนจบตอน เช่นนี้สลับกันไป
กาพย์เห่เรือที่เก่าแก่ที่สุด ที่พบในเวลานี้ คือ กาพย์เห่เรือใน
เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ (เจ้าฟ้ากุ้ง) ในรัชกาลพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ สมัยอยุธยาตอนปลาย ทรงแต่งไว้ 2 เรื่อง คือบทเห่ชมเรือ ชมปลา ชมไม้ และชมนก มีลักษณะเป็นเหมือนนิราศ กับอีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่องกากี
สันนิษฐานกันว่ากาพย์เห่เรือ เดิมคงจะแต่งเพื่อขับเห่กันเมื่อเดินทางไกลในแม่น้ำลำคลอง แต่ในภายหลังคงมีแต่เจ้านายหรือพระราชวงศ์ชั้นสูง และสุดท้ายมีใช้แต่ในกระบวนเรือของพระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น
กาพย์เห่เรือไม่สู้จะนิยมประพันธ์กันมากนัก เนื่องจากถือเป็นคำประพันธ์สำหรับใช้ในพิธีการ คือ ในกระบวนเรือหลวง หรือ
กระบวนพยุยาตราชลมารค ไม่นิยมใช้ในพิธีหรือสถานการณ์อื่นใด การแต่งกาพย์เห่เรือจึงมักแต่งขึ้นสำหรับที่จะใช้เห่เรือจริงๆ ซึ่งในแต่ละรัชกาล มีการเห่เรือเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น


กาพย์เห่เรือที่ปรากฏจนถึงปัจจุบัน


กาพย์เห่เรือ พระนิพนธ์ ในเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ นิยมใช้เห่ในกระบวนเรือหลวงจนถึงปัจจุบัน


กาพย์เห่เรือ พระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (ชมเครื่องคาวหวาน และผลไม้)


กาพย์เห่เรือ พระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ชมสวน ชมนก ชมไม้ และชมโฉม)



กาพย์เห่เรือ พระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (ชมเรือ ชมพระนคร ชมปลา เห่ครวญ เป็นต้น)


กาพย์เห่เรือ พระนิพนธ์ ในพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ (ทรงพระนิพนธ์ถวายพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระราชพิธีทรงเปิดสะพานปฐมบรมราชานุสรณ์)


กาพย์เห่เรือ นิพนธ์ โดย นายฉันท์ ขำวิไล ในวาระฉลอง 25 พุทธศตวรรษ


กาพย์เห่เรือ นิพนธ์ โดย นายหรีด เรืองฤทธิ์ ในวาระฉลอง 25 พุทธศตวรรษ



วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

Les histoires les histoires



L’association nationale du porc britannique a proposé Winnie, une jolie cochonne rose et séduisante, comme candidate à la mairie de Londres. Hélas, cette candidature n’a pas été acceptée. Dommage car Winnie avait pour devise « cochon qui s’en dédit ». Devise que nos hommes politiques ne feraient pas mal de mettre à leur répertoire. Et surtout à s’y tenir.Le 21 juin 1791, le roi Louis XVI, la reine Marie-Antoinette, leurs enfants et leur suite quitte Paris secrètement. Ils fuient la révolution. Le cortège s’arrête à Sainte-Menehould, dans une auberge. L’Histoire prétend que c’était pour changer les chevaux. La petite histoire prétend qu’en fait le roi ayant faim s’est arrêté pour manger le fameux pied de porc, spécialité culinaire de la ville. Comme quoi la gourmandise est un vilain défaut qui peut parfois vous faire perdre la tête !Dans son « florilège des mots de l’amour » paru aux éditions Plon, Robert Merle indique à l’expression âge cochon : il s’agit pour les Mauriciens, nous explique Loïc Depecker ( le ziboulateur enchanté – Seuil 1999), de désigner ici l’âge ingrat, autrement dit celui de la puberté. Peut-être après tout n’ont-ils pas, là-bas, de vieux cochons…Toujours dans le même ouvrage, le mot cochonnerie est expliqué ainsi : attesté à la fin du XVIIe siècle dans le sens de pacotille, chose sale ou mal fichue, le mot ne tarde pas à désigner aussi les paroles et actes réputés obscènes. « Il a pour singularité dans les goûts d’aimer et la vieillesse et tout ce qui lui ressemble pour la cochonnerie » (Sade les 120 journées de Sodome ou l’école du libertinage – 1785). Plus tard viendront les cochoncetés.

วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

อันดับมหาลัยที่ดีที่สุดใน เอเชีย ประจำปี 2552


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบการจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุด 200 อันดับแรกของภูมิภาคเอเชียของ QS Asian Universities Ranking 2009 มีมหาวิทยาลัยรัฐของไทย 8 แห่ง ที่ติดอยู่ใน 200 อันดับ ได้แก่

มหาวิทยาลัยมหิดล อันดับที่ 30
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อันดับที่ 35
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) อันดับที่ 81
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) อันดับที่ 85
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) อันดับที่ 108
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) อันดับที่ 109
มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) อันดับที่ 113
และมหาวิทยาลัยบูรพา (มบ.) อันดับที่ 151

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในภูมิภาคเอเชียใน 10 อันดับแรก มีดังนี้
1.University of HONG KONG ฮ่องกง
2.The CHINESE University of Hong Kong ฮ่องกง
3.University of TOKYO ประเทศญี่ปุ่น
4.HONG KONG University of Science and Technology ฮ่องกง
5.KYOTO University ญี่ปุ่น
6.OSAKA University ญี่ปุ่น
7.KAIST - Korea Advanced Institute of Science & Technology ประเทศเกาหลีใต้
8. SEOUL National University เกาหลีใต้
9.TOKYO Institute of Technology ญี่ปุ่น และ
10.National University of Singapore (NUS) ประเทศสิงคโปร์ และ PEKING University สาธารณรัฐประชาชนจีน

วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552


Thanksgiving Day is a harvest festival. Traditionally, it is a time to give thanks for the harvest and express gratitude in general. It is a holiday celebrated primarily in Canada and the United States. While perhaps religious in origin, Thanksgiving is now primarily identified as a secular holiday.
The date and location of the first Thanksgiving celebration is a topic of modest contention. Though the earliest attested Thanksgiving celebration was on
September 8, 1565 in what is now Saint Augustine, Florida[1][2], the traditional "first Thanksgiving" is venerated as having occurred at the site of Plymouth Plantation, in 1621. The Plymouth celebration occurred early in the history in one of the original thirteen colonies that became the United States, and this celebration became an important part of the American myth by the 1800s.
Today, Thanksgiving is celebrated on the second Monday of October in
Canada and on the fourth Thursday of November in the United States. Thanksgiving dinner is held on this day, usually as a gathering of family members and friends.

วันอังคารที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ทำไมคำว่า"ไทย" ต้องมี "ย" ยักษ์


คำว่า ไทย ซึ่งเขียนโดยมีอักษร ย ยักษ์ สะกด หรือเคียงอยู่กับ ท ทหาร พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานนิยามว่า ไทย 1 (ไท) น. ชื่อประเทศและชนชาติที่อยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีพรมแดนติดต่อกับลาว เขมร มาเลเซีย และพม่า.....



ทั้งนี้ หนังสือตำราหรือหนังสือประวัติศาสตร์ของไทยในสมัยก่อน ไม่ว่าจะเป็นชื่อประเทศหรือชนชาติ ส่วนใหญ่เขียนว่า ไท ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าเหตุใดจึงต้องเขียนให้มีตัว ย ในสมัยหลัง


มีผู้วินิจฉัยไว้ดังมีสาระสำคัญในหนังสือ บันทึกสมาคมวรรณคดี ปีที่ 1 ฉบับที่ 5 มิถุนายน 2475 คำว่า ไท กล่าวกันว่า เนื่องมาจากคำจีนคือ ไท ไถ่ ไท้ ประเด็นสำคัญของปัญหาก็คือเมื่อกล่าวกันว่าเนื่องมาจากคำจีน 3 คำนั้น ไม่มีตัว ย แล้วเหตุใดจึงมาเขียนให้มีตัว ย


ข้อนี้มีผู้เสนอข้อวินิจฉัย 2 ท่าน ดังนี้
1. พระเจนจีนอักษร (สุตใจ ตัณฑากาศ) วินิจฉัยว่า
ก.) คำว่า ไต คงจะเล็งเอาอักษรจีนที่ภาษาแต้จิ๋วอ่านว่า ไต๋ ฮกเกี้ยนอ่านว่า ไต กวางตุ้ง ปักกิ่ง กลาง อ่านว่า ตา หรือ ต๋า ในหนังสือฆังฮียี่เตี้ยน แปลว่า แรกเริ่ม ใหญ่ มหึมา


ข.) คำว่า ไถ่ คงจะเล็งเอาอักษรจีน ซึ่งภาษาจีนทุกภาษาอ่านว่า ไถ่ ในหนังสือฆังฮียี่เตี้ยนแปลว่า ใหญ่ที่สุด


หาก ไท เนื่องมาจากภาษาจีนแล้ว ผู้บัญญัติท่านคงเล็งเอาคำว่า ไถ่ เพราะแปลว่าใหญ่ที่สุด และยังเป็นนามสกุลคนโบราณด้วย ครั้นสืบมาหลายชั่วคน คำว่า ไถ่ ก็แผลงเป็น ไท ส่วนคำว่า ไท้ เป็นภาษาไทย แปลว่าผู้เป็นใหญ่ คงแผลงจากคำว่า ไถ่ หรือ ไท



สำหรับเหตุผลที่เขียนว่า ไทย (มีตัว ย) หนังสือมูลบทบรรพกิจ ฉบับพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย) กล่าวว่า คำไม้มลายเป็น 2 อย่าง คำไม้มลายที่มี ตัว ย สะกด คำนั้นเป็นภาษามคธอย่าง หนึ่ง คำที่มีแต่ไม้มลายล้วนด้วยเป็นคำไทยอย่างหนึ่ง


การเขียนว่า ไท แล้วเอาตัว ย สะกด ก็ยังอ่านว่าไทย หรือผู้มีอำนาจแผนกอักษรศาสตร์สมัยต่อมา เห็นว่าภาษามคธเป็นภาษาบาลีอันขลัง จึงใช้ ตัว ย สะกดคำว่า ไท ให้เขียนว่า ไทย



2. พระพินิจวรรณการ (แสง สาลิตุล) วินิจฉัยว่า ตรวจดูภาษาไทยในจารึกสุโขทัยก่อนหลักที่ 3 มีคำว่า ไท ใช้โดยมีตัว ย แถมก็มี ไม่มีตัว ย แถมก็มี ได้แต่สันนิษฐานโดยประมวลความในจารึก
คือสันนิษฐานว่าตัว ย เกิดเมื่อจารึกเป็นภาษามคธ (หลักที่ 6) มีคำว่า ลีเทยฺยนามโก ธมฺมราชา เมื่อเรียงพระนามพระเจ้าแผ่นดินลงเป็นภาษามคธมี ตัว ย แล้ว ภาษาไทยก็เลยใส่ตัว ย ลงไปด้วย เพื่อให้พระนามขึ้นสู่ภาษาอันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งนับถือกันอยู่มาก


แต่คำว่า ไท ที่มิไช่นามพระเจ้าแผ่นดินยังปล่อยให้ล้นอยู่ก่อน เห็นจะมาเริ่มใส่ตัว ย เติมภายหลังแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถลงมา


ส่วนคำว่า ไท้ คือ ไท แต่ทำไม ไท้ จึงไม่ถูกเติมตัว ย ข้อนี้ก็ต้องตอบโดยหลักว่าภาษามคธไม่มีไม้ไท และความรู้สึกในเวลานี้ดูเหมือนจะแปลกันว่าคำแทนพระนามพระเจ้าแผ่นดิน ใช้ในทางแทนเทวดาก็มี
ถ้ายกให้ว่าเป็นคำจีนดังที่พระเจนจีนอักษรได้แปลแล้ว ปัญหาเรื่องแปลว่ากระไรก็ไม่มีในคำนี้


สรุปได้ว่าเราใช้คำว่า ไทย (ท ทหาร-สระไอไม้มลาย-ย ยักษ์) สำหรับเรียกประเทศ คน สังคม วัฒนธรรม ภาษา และสิ่งอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับราชอาณาจักรไทย หรือเรียกทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในผืนแผ่นดินที่มีชื่อเป็นทางการว่า ประเทศไทย คำว่า ไทย เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า THAI (T-H-A-I)

วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2552


เรื่องของกบข้างกำแพงวัด



กบ ฟุ้งซ่านตัวหนึ่งนั่งอยู่ข้างกำแพงวัดทุกเช้ามันเฝ้าดูพระออกเดินบิณฑบาตรตั้งแต่เช้ามืด พอพระกลับมาถึงวัดเพื่อฉันเช้า...


กบมันนึกในใจอยากเกิดเป็นพระ เป็น พระสบายดี มีคนถวายอาหารให้กินทุกวัน ..เมื่อพระฉันเสร็จ ก็นำอาหารที่เหลือมากมายนั้นไปให้เด็กวัดกินต่อ แล้วเด็กวัดก็กินกันอย่างเอร็ดอร่อย ..ตอนนี้ กบเปลี่ยนใจอยากเกิดเป็นเด็กวัด แล้วเพราะสบายกว่าพระมันเห็นเด็กวัดหลายคนตื่นสายได้และไม่ต้องออกตามพระไปบิณฑบาตก็ได้ สบายกว่าเยอะเลย...


เมื่อเด็กวัดกินเสร็จ ก็โกยเศษอาหารที่เหลือทั้งหมดให้หมาวัดไปกินแล้วเด็กวัดทุกคนก็ไปช่วยกัน ล้างจาน...ถึงตอนนี้ กบเปลี่ยนใจอยากเกิดเป็นหมาวัด แล้ว เพราะไม่ต้องล้างจาน เหมือนเด็กวัด สบายกว่า...พอหมาวัดกินอาหารเสร็จก็แยกย้ายไปทำหน้าที่เฝ้าบริเวณวัด คอยเห่าคนแปลกหน้า...


ฝูงแมลงวันก็บินมาตอมและกินเศษอาหารต่อจากหมาวัดถึงตอนนี้ กบเปลี่ยนใจ(อีกแล้ว)อยากเกิดเป็นแมลงวัน เพราะสบายที่สุดไม่ต้องทำอะไรเลย หนำซ้ำยังมีกองอาหารให้กินไม่มีหมดด้วย...


ขณะที่เจ้ากบฟุ้งซ่านกำลังคิดเพลินๆอยู่นั้นพอดีหันมาเห็นแมลงวันบินมาใกล้ๆจึงใช้ลิ้นตวัดเอาแมลงวันเข้าปากตัวเองกินโดยสัญชาตญาณ ..


ถึงตอนนี้ กบฟุ้งซ่าน จึงบรรลุธรรมฉับพลันคิดได้ว่า เฮ้อ~ เป็นตัวของเราเองนี่แหละ ดีที่สุดแล้วจงเชื่อมั่นในตัวเอง
ร่มไม่ได้มีไว้แค่กันฝน
เมื่อพูดถึง “ร่ม” ใครก็จะคิดถึงหน้าฝน เพราะจะช่วยทำให้ไม่เปียกฝน และสามารถเดินทางได้สะดวกขึ้น แต่ใครจะรู้บ้างว่า “ร่ม” จริง ๆ แล้วในสมัยก่อนหรือยุคเริ่มแรกเขาไม่ได้มีไว้กันฝน วันนี้เกร็ดความรู้จึงนำเรื่องนี้มาฝากกัน...“ร่ม” หรือที่เรียกว่า “Umbrella” มีรากศัพท์มาจากคำว่า “Umbra” ซึ่งเป็นภาษาละติน แปลว่า “บังแดด” ร่มถือกำเนิดขึ้นในดินแดนเมโสโปเตเมีย ประมาณ 3,500 ปีมาแล้ว ซึ่งดินแดนแถบนี้จะมีพื้นที่เป็นทะเลทรายเกือบทั้งหมด นาน ๆ จะมีฝนตกลงมาสักที ร่มจึงใช้ในการกันแดดมากกว่ากันฝนจนเมื่อราว 1,200 ปีก่อนคริสต์กาล ในสังคมอียิปต์เชื่อกันว่า ท้องฟ้าคือร่างกายของเทพธิดานามว่า “นัต” ซึ่งปกคลุมโลกดุจร่มอันมหึมา มนุษย์จึงได้คิดสร้างร่มขึ้นไว้เป็นตัวแทนของเทพธิดานัต เพื่อใช้ปกป้องคุ้มครองผู้ที่อยู่ใต้ร่มเงา ที่ส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงศักดิ์ โดยเฉพาะกษัตริย์ต่อมา ชาวกรีกได้รับเอาวัฒนธรรมการกางร่มมาจากอียิปต์ ในยุคแรก ๆ นั้น จะมีความเชื่อว่าผู้ที่จะกางร่มได้นั้นจะต้องเป็นผู้ที่มีอำนาจเท่านั้น แต่ระยะหลังความเชื่อนี้เริ่มจางลง ทำให้คนธรรมดาก็สามารถที่จะเดินกางร่มได้ แต่การกางร่มก็จำกัดอยู่เฉพาะในวงของสตรีเท่านั้น ซึ่งวัสดุที่ใช้ในการทำร่มส่วนใหญ่คือ กระดาษ ต่อมาบรรดาผู้หญิงก็เริ่มที่จะเรียนรู้วิธีการทำร่มแบบใหม่ ที่นอกจากจะกันแดดได้แล้ว ยังสามารถกันฝนได้ด้วย โดยการใช้น้ำมันทาลงบนร่มกระดาษให้ทั่ว ซึ่งร่มก็จะสามารถกันน้ำได้จนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 18 ผู้ที่กางร่มส่วนใหญ่ก็ยังคงเป็นผู้หญิง เพราะเนื่องจากว่าผู้ชายกลัวที่จะโดนสบประมาทว่าอ่อนแอ จึงไม่ค่อยมีใครนิยมกางร่มเท่าใดนัก จนในปี ค.ศ.1750 โจนาส แฮนเวย์ ชายชาวอังกฤษ เป็นชายคนแรกที่ลุกขึ้นมาพกร่ม ท่ามกลางเสียงเย้ยหยันของคนรอบข้าง แต่เขาไม่สนใจ และยังยืนยันว่าจะพกร่มต่อไป จนกระทั่งการพกร่มเป็นที่ยอมรับของคนอังกฤษไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายก็ตาม จนกระทั่งถึงทุกวันนี้


เคล็ดลับ 10 ข้อในการจำศัพท์ภาษาอังกฤษ รู้สึกสมองตื้อทุกครั้งเมื่อนึกถึงการที่ต้องท่องจำศัพท์ภาษาอังกฤษซะมากมายใช่มั้ย? ที่จริงการท่องศัพท์ไม่จำเป็นต้องเป็นงานที่ทำให้ปวดหัวหรือเหนื่อยใจเสมอไปหรอก เชิญอ่านเคล็ดลับในการเรียนศัพท์ดังต่อไปนี้แล้วนำไปใช้รับรองได้ผล !


1.ความเกี่ยวเนื่อง: ถ้าคุณจัดคำศัพท์ออกเป็นหมวดหมู่ขึ้นอยู่กับความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันระหว่างศัพท์แล้วเขียนออกมาเป็นแผนผังจะทำให้คุณจำคำศัพท์ได้ง่ายขึ้น


2. เขียน: การนำคำศัพท์นั้นมาใช้จะทำให้คุณจำได้ฝังใจยิ่งขึ้น ลองเขียนแต่งประโยคโดยนำศัพท์ใหม่ที่เรียนนั้นมาประกอบหรือแต่งเรื่องโดยใช้กลุ่มคำศัพท์หรือสำนวนที่เรียนอยู่


3. วาดรูป: ดึงวิญญาณศิลปินในตัวคุณออกมาใช้โดยการวาดรูปที่แสดงถึงศัพท์ที่คุณเรียนอยู่ ภาพที่คุณวาดจะช่วยกระตุ้นความทรงจำถึงศัพท์นั้นในอนาคต


4. แสดง: แสดงท่าทางประกอบคำศัพท์หรือสำนวนที่คุณกำลังเรียนอยู่ หรือจินตนาการว่าคุณจะแสดงออกอย่างไรในสถานการณ์ที่คุณต้องใช้ศัพท์คำนั้น


5. สร้าง: ออกแบบ flashcards ศัพท์ภาษาอังกฤษพร้อมความหมายแล้วเปิดอ่านหรือท่องในยามว่าง ทำเล่มใหม่ขึ้นทุกอาทิตย์และอย่าลืมทบทวนอันเก่าไปพร้อมๆ กันด้วย


6. ความสัมพันธ์: กำหนดแต่ละสีให้แต่ละคำศัพท์ ความสัมพันธ์ของแต่ละคู่จะช่วยให้คุณจำศัพท์นั้นได้แม่นขึ้นเมื่อนึกถึงคำนั้นในคราวต่อไป


7. ฟัง: นึกถึงศัพท์คำอื่นที่ออกเสียงคล้ายๆ กับคำศัพท์ใหม่ที่คุณพยายามเรียนอยู่ ใช้ความสัมพันธ์ตรงจุดนี้ในการช่วยให้คุณจำการออกเสียงของคำใหม่นั้น


8. เลือก: จำไว้ว่าการเรียนในหัวข้อที่คุณชอบหรือสนใจจะทำให้คุณรู้สึกว่ามันง่ายขึ้น ฉะนั้นคุณควรใส่ใจในการเลือกคำศัพท์ที่คุณคิดว่ามีประโยชน์หรือน่าสนใจ เพราะแม้แต่กระบวนการเลือกคำที่จะเรียนก็มีผลให้คุณจำได้แม่นและเร็วขึ้นด้วยเช่นกัน !


9. ข้อจำกัด: คุณก็รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้หรอกที่คนเราจะจำศัพท์ที่มีอยู่ในดิกชันนารี่ทั้งหมดได้ในวันเดียว เพราะฉะนั้นจำกัดการเรียนศัพท์ใหม่แค่วันละ 15 คำก็พอแล้ว ซึ่งถ้าพยายามจำให้มากคำเกินไปกว่านี้แทนที่มันจะทำให้คุณรู้สึกมั่นใจกลับจะทำให้คุณสมองตื้อแทน


10. สังเกต: พยายามสังเกตหาคำศัพท์ที่คุณกำลังเรียนอยู่เมื่ออ่านหรือฟังภาษาอังกฤษ