วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

หวัดน้องหมู


รู้จักโรคไข้หวัดหมู

"โรคไข้หวัดหมู" หรือ Swine influenza เป็นไข้หวัดใหญ่ ชนิดเอ ตามปกติมีการระบาดในหมูเท่านั้น สามารถพบได้ทั้งในหมูเลี้ยง และหมูป่า ซึ่งมีหลากหลายสายพันธุ์ ทั้ง H1N1, H1N2 และ H3N2 แต่บางครั้งหมูอาจมีเชื้อไข้หวัดอยู่ในตัวมากกว่า 1 ชนิด ซึ่งอาจทำให้เกิดการผสมกันของยีนได้ ทำให้เกิดเป็นไวรัสชนิดใหม่ที่สามารถข้ามสายพันธุ์มาติดต่อยังมนุษย์ได้ เริ่มต้นจากการสัมผัสกับหมูที่เป็นโรค

ไข้หวัดหมูส่วนใหญ่มักแพร่ระบาดในช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว แต่สามารถพบเชื้อได้ตลอดทั้งปี สำหรับโรคไข้หวัดหมูที่กำลังแพร่ระบาดในประเทศเม็กซิโกและสหรัฐอเมริกานั้น เกิดจากเชื้อไข้หวัดใหญ่ ชนิดเอ สายพันธุ์ เอช 1 เอ็น 1 (H1N1) ซึ่งเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ของคน ซึ่งไม่เคยพบมาก่อน เนื่องจากเป็นการผสมกันของสารพันธุกรรมไข้หวัดใหญ่ในมนุษย์, ไข้หวัดนกที่พบในทวีปอเมริกาเหนือ และไข้หวัดหมูที่พบในทวีปเอเชีย และยุโรป ทำให้องค์การอนามัยโลกต้องเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดหมูอย่างใกล้ชิด เนื่องจากหวั่นวิตกว่า เชื้อ H1N1 อาจจะกลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์ที่อันตรายยิ่งขึ้น

วิวัฒนาการไข้หวัดหมู

ก่อนจะกลายพันธุ์เป็นไข้หวัดหมูสายพันธุ์ใหม่ หรือไข้หวัดใหญ่เม็กซิโกนั้น ไข้หวัดหมูสายพันธุ์ดั้งเดิม พบมาตั้งแต่ ค. ศ.1918-1919 ในช่วงที่ไข้หวัดใหญ่สเปน (Spanish Flu) ระบาดครั้งใหญ่ทั่วโลก จนมีผู้เสียชีวิตประมาณ 50 ล้านคน ส่วนใหญ่อายุ 20-40 ปี และตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป จากนั้นโรคไข้หวัดหมูได้แพร่ระบาดในช่วงต่างๆ ก่อให้เกิดโรคในคนอยู่มากกว่า 50 ราย โดยผู้ป่วย 61% มีประวัติสัมผัสหมูและมีอายุเฉลี่ย 24 ปี หลังจากนั้นใน ค.ศ.1974 ไข้หวัดหมูได้แพร่ระบาดในค่ายทหาร (Fort Dix) ที่รัฐนิวเจอร์ซี่ มีผู้ป่วย 13 ราย เสียชีวิต 1 ราย โดยที่อีก 230 ราย ติดเชื้อแต่ไม่มีอาการ หรือมีอาการแต่น้อยมาก ทั้งหมดนี้ไม่มีประวัติสัมผัสหมู ซึ่งแสดงว่าน่าจะมีการพัฒนาจนมีการติดต่อจากคนสู่คน

ต่อมาใน ค.ศ.1988 หญิงตั้งครรภ์คนหนึ่งเสียชีวิตในรัฐวิสคอนซิน และมีประวัติสัมผัสหมู จึงเกิดการสงสัยว่าไข้หวัดหมูอาจไม่ใช่พันธุ์หมูล้วน (classic H1N1) จนกระทั่งปี ค.ศ.1998 จึงพิสูจน์พบว่า หมูที่เลี้ยงในประเทศสหรัฐอเมริกา มีไวรัสไข้หวัดหมูกลายพันธุ์ โดยมีพันธุกรรมผสมระหว่างหมู คน และนก เกิดสายพันธุ์ผสม (Triple assortant virus) H3N2, H1N2, และ H1N1 (วารสารโรคติดเชื้อ JID 2008) และสายพันธุ์ผสมนี้ยังพบได้ในเอเชีย และแคนาดา

จากนั้นในเดือนพฤศจิกายน 2008 ได้พบไข้หวัดหมูผสมสายพันธุ์ใหม่ (H1N1) ที่ประเทศสเปน จากหญิงอายุ 50 ปีที่ทำงานในฟาร์มหมู โดยมีอาการไข้ ไอ เหนื่อย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ คันคอ คันตา และหนาวสั่น แต่อาการเหล่านี้หายไปได้เอง โดยไม่ต้องเข้ารับการรักษาใดๆ จึงไม่มีการคาดการณ์ว่า ไข้หวัดหมูสายพันธุ์ใหม่จะเป็นอันตรายมากนัก

จนกระทั่งล่าสุด เกิดการแพร่ระบาดของไข้หวัดหมู ในประเทศเม็กซิโก และมีการยืนยันอย่างแน่ชัดว่า โรคนี้สามารถแพร่กันระหว่างคนสู่คน เนื่องจากเชื้อโรคได้วิวัฒนาการอย่างสมบูรณ์แล้ว


การติดต่อโรคไข้หวัดหมู

เชื้อไข้หวัดหมู มีการติดต่อเหมือนกับโรคไข้หวัดใหญ่ในคนทั่วไป และเชื้อจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ตามปกติคนจะไม่ติดเชื้อไข้หวัดหมู ยกเว้นผู้ที่ไปสัมผัสใกล้ชิดกับหมู ก็อาจติดเชื้อไข้หวัดหมูมาได้ แต่มักไม่ค่อยพบกรณีนี้ ทั้งยังไม่ค่อยพบกรณีไข้หวัดหมูระบาดจากคนสู่คนอีกด้วย แต่กรณีโรคไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดในเม็กซิโกอยู่ขณะนี้ เป็นที่ชัดเจนว่า มีการติดต่อจากคนสู่คน เพราะผู้ป่วยบางรายไม่เคยมีประวัติสัมผัสหมูแต่อย่างใด

ทั้งนี้เชื้อโรคจะอยู่ในเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย และสามารถแพร่กระจายไปยังผู้อื่นด้วยการไอ หรือจามรดกันในระยะใกล้ชิด รวมทั้งติดต่อกันทางลมหายใจ หากอยู่ใกล้ชิดผู้ติดเชื่อ และสามารถติดต่อได้จากมือ หรือสิ่งของที่มีเชื้อปนเปื้อนอยู่ ทั้งนี้เชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกายทางจมูกและตา เช่น การแคะจมูก การขยี้ตา แต่ไม่ติดต่อจากการรับประทานเนื้อหมู

ขณะที่นักวิชาการขององค์การอนามัยโลก ระบุไว้ว่า โรคไข้หวัดหมู มีอัตราการแพร่ระบาดมากกว่าโรคซาร์ส และไข้หวัดนก แต่อัตราการเสียชีวิตมีน้อยกว่า คืออยู่ที่ร้อยละ 5-7 ขณะที่โรคไข้หวัดนกมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 60

แต่ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังไม่ยืนยันว่า โรคไข้หวัดหมูสายพันธุ์ใหม่จะระบาดในวงกว้างหรือไม่ และจะทำให้มีผู้เสียชีวิตมากน้อยเพียงใด อีกทั้งยังไม่แน่ใจว่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่จะติดต่อจากคนสู่คนได้ยากง่ายระดับไหน



อาการของโรคไข้หวัดหมู

เมื่อเชื้อไข้หวัดหมูเข้าสู่ร่างกายจะมีระยะฟักตัวประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนจะปรากฎอาการที่คล้ายกับผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ธรรมดา แต่มีอาการรุนแรงกว่า และรวดเร็วกว่า นั่นคือ มีไข้สูงราว 38 องศาเซลเซียส ปวดเมื่อยตามร่างกาย ตามข้อ ไอ มีน้ำมูก มีเสมหะ ปอดบวม เบื่ออาหาร บางรายอาจท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน จากนั้นเชื้อจะแพร่เข้าสู่กระแสโลหิต จึงทำให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ผู้ป่วยจะมีการทรงตัวผิดปกติ เดินเอนไปเอนมาเหมือนคนเมาสุรา นอกจากนี้อาจสูญเสียการได้ยินจนถึงขั้นหูหนวกได้ และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

การรักษาโรคไข้หวัดหมู

ทางสหรัฐอเมริกา ระบุว่า โรคไข้หวัดหมูสามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ คือ วัคซีนแอนตี้ไวรัส "โอเซลทามิเวียร์" (ชื่อทางการค้าว่า ทามิฟลู) และ "ซานามิเวียร์" (ชื่อทางการค้าว่า รีเลนซา) เพื่อป้องกันเชื้อไวรัสไม่ให้แตกตัว แต่ทั้งนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า วัคซีนเหล่านี้จะมีประสิทธิภาพเพียงใด เนื่องจากไข้หวัดหมูที่แพร่ระบาดอยู่ขณะนี้ เป็นไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่เกิดขึ้น จึงต้องมีการศึกษาพัฒนาวัคซีนตัวใหม่ เพื่อใช้ในการรักษาให้มีประสิทธิผลมากขึ้นต่อไป การป้องกันโรคไข้หวัดหมู

โรคไข้หวัดหมู แม้จะเป็นสายพันธุ์หมู แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับหมูโดยตรง เพราะเป็นไข้หวัดใหญ่ที่ติดต่อจากคนสู่คน ดังนั้นจึงสามารถรับประทานหมูได้ หากไม่แน่ใจ ให้ปรุงเนื้อหมูให้สุกเสียก่อน คือ ผ่านความร้อนที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียสขึ้นไป หรือต้มในน้ำเดือด ก็จะสามารถทำลายเชื้อให้หมดไปได้

ทั้งนี้ วิธีการป้องกันการติดต่อของโรคได้ดีที่สุด คือ การรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดยการออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อีกทั้งควรหลีกเลี่ยงการไปในที่ชุมชน หรือสถานที่แออัด และล้างมือบ่อยๆ

ในส่วนของผู้ที่มีความจำเป็นต้องเดินทางไปยังประเทศเม็กซิโก รวมทั้งรัฐแคลิฟอร์เนียและเทกซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศใกล้เคียง ควรติดตามสถานการณ์และคำแนะนำจากกระทรวงสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด และหากมีอาการไข้ไม่ลดภายใน 2 วัน ให้รีบไปพบแพทย์ทันที

สำหรับประเทศไทยนั้น ล่าสุดกระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่า ยังไม่พบการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดหมูในประเทศ ดังนั้นก็ไม่ต้องตื่นตระหนกไปหรอกค่ะ แต่ถ้าหากยังไม่แน่ใจว่าจะปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์จากโรคไข้หวัดหมู แนะนำว่าให้รับประทานเนื้อหมูที่ปรุงสุกแล้วดีกว่า และรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ อีกทั้งติดตามข่าวสารอยู่เป็นประจำ เพื่อความปลอดภัยในชีวิตค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2552

1 พฤษภาคม วันแรงงาน วันระลึกถึงผู้ใช้แรงงาน

ผู้ใช้แรงงานถือเป็นฝ่ายผลิตที่สำคัญในการผลักดัน ช่วยส่งเสริมพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งในต่างประเทศนั้นมีวันแรงงานมานานแล้ว โดยเรียกว่าวันเมย์เดย์ (May Day) ขณะที่ในสมัยก่อนประเทศในแถบยุโรปจะถือเอาวันเมย์เดย์ว่าเป็นวันเริ่มต้นฤดูใหม่ทางเกษตรกรรม จึงมีพิธีเฉลิมฉลองและทำการบวงสรวงขอให้ปลูกพืชได้ผลดีรวมถึงขอให้ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข อีกทั้งทางภาคเหนือของยุโรปก็จะมีการจัดงานรอบกองไฟในวันนี้ด้วย ซึ่งประเพณีนี้ในประเทศอังกฤษก็ยังมีสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบันนี้ จากตอนแรกที่เป็นเพียงวันหยุดพักผ่อนประจำปี ต่อมาประเทศอุตสาหกรรมหลายประเทศจึงถือเป็นวันหยุดตามประเพณีทั่วไป โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเตือนใจให้ประชาชนตระหนักถึงผู้ใช้แรงงานที่ได้ทำประโยชน์แก่เศรษฐกิจของประเทศ ความหมายของวันเมย์เดย์จึงเปลี่ยนไปจากเดิม จนเมื่อปี พ.ศ. 2433 ได้มีการเรียกร้องในหลายประเทศทางตะวันตกให้ถือเอาวันที่ 1 พฤษภาคม เป็นวันแรงงงานสากล ทำให้หลายประเทศได้เริ่มฉลองวันแรงงานเป็นครั้งแรกในวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2433 และได้สืบทอดมาจนถึงในปัจจุบัน ส่วนในประเทศไทยเมื่ออุตสาหกรรมได้ขยายตัวขึ้น ผู้ใช้แรงงานก็มีปัญหามากขึ้น รวมทั้งปัญหาแรงงานก็มีความสลับซับซ้อนยิ่งขึ้น จนทำให้ในปี พ.ศ. 2475 ประเทศไทยก็ได้เริ่มมีการจัดการบริหารแรงงานซึ่งเป็นการจัดสรรและพัฒนาแรงงานรวมถึงคุ้มครองดูแลสภาพการทำงาน เพื่อสร้างรากฐานและส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง โดยในวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2499 คณะกรรมการการจัดงานที่ระลึกแรงงาน ได้มีการจัดประชุมขึ้นพร้อมทั้งมีความเห็นตรงกันว่าควรกำหนดให้วันที่ 1 พฤษภาคม เป็นวันระลึกถึงแรงงานไทย จึงได้มีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีของให้รับรองวันที่ 1 พฤษภาคม จนเป็นที่มาของวันกรรมกรแห่งชาติ และต่อมาก็ได้เปลี่ยนเป็นวันแรงงานแห่งชาติ และในปี พ.ศ. 2500 ก็ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติกำหนดวิธีระงับข้อพิพาทแรงงาน ซึ่งได้กำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิหยุดงานในวันแรงงานแห่งชาติด้วย แต่พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวก็มีอายุเพีงแค่ 18 เดือน ก็ถูกยกเลิกไป โดยมีประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 19 มาแทนที่ และมีการให้อำนาจกระทรวงมหาดไทยออกประกาศกำหนดเรื่องการคุ้มครองแรงงาน และกำหนดวันกรรมกรให้เป็นวันหยุดตามประเพณี แต่เนื่องด้วยสถานการณ์ในขณะนั้นมีการผันแปรจึงมีคำชี้แจงออกมาในแต่ละปีเพื่อเตือนนายจ้างให้ลูกจ้างหยุดงานในวันที่ 1 พฤษภาคม แต่ก็มีการขอร้องไม่ให้มีการเฉลิมฉลองเพื่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง จนกระทั่งปี พ.ศ. 2517 ได้เปิดให้มีการฉลองตามสมควร จึงมอบให้กรมแรงงานที่ขณะนั้นสังกัดกระทรวงมหาดไทยจัดงานฉลองวันแรงงานแห่งชาติขึ้นที่สวนลุมพินี ที่มีการทำบุญตักบาตร มีนิทรรศการแสดงความรู้ และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย โดยแต่เดิมนั้นการบริหารแรงงานอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทย แต่รัฐบาลได้เล็งเห็นว่าควรจะมีการยกระดับหน่วยงานเพื่อให้มีงบประมาณและเจ้าหน้าที่สำหรับการดูแลผู้ใช้แรงงานอย่างพอเพียง ในวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2536 จึงได้มีการประกาศในพระราชกิจจานุเบกษา ให้จัดตั้งกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมขึ้นเพื่อให้การบริหารงานมีความก้าวหน้าทัดเทียมนานาประเทศ และมีหน้าที่ดังต่อไปนี้

1. การจัดหางาน ด้วยการช่วยเหลือคนว่างงานให้มีงานทำ ช่วยเหลือนายจ้างให้ได้คนมีคุณภาพดีไปทำงาน รวบรวมเผยแพร่ข่าวสารเกี่ยวกับการทำงาน แหล่งงาน ภาวะตลาดแรงงาน
2. งานแนะแนวอาชีพ ให้คำปรึกษาแก่เยาวชนและผู้ประสงค์จะทำงาน เพื่อให้สามารถเลือกแนวทางประกอบอาชีพที่เหมาะสมตามความถนัด ความสามารถทางร่างกาย คุณสมบัติ บุคลิกภาพ และความเหมาะสมแก่ความต้องการทางเศรษฐกิจ
3. การพัฒนาแรงงาน ส่งเสริมพัฒนาฝีมือแก่คนงานและเยาวชนที่ไม่มีโอกาสศึกษาต่อโดยการฝึกแบบเร่งรัด
4. งานคุ้มครองแรงงาน วางหลักการและวิธีการเกี่ยวกับชั่วโมงทำงาน วันหยุดงาน ตลอดจนการจัดให้มีสวัสดิการต่างๆ
5. งานแรงงานสัมพันธ์ ทำการส่งเสริมและสร้างสัมพันธ์อันดีระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจถึงลักษณะและสภาพของปัญหา ตลอดจนวิธีการที่เหมาะสมที่จะช่วยขจัดความเข้าใจผิดและข้อขัดแย้งอื่นๆ
ส่วนด้านที่เกี่ยวกับกรรมกรก็ได้มีการจัดตั้งกลุ่มสหภาพแรงงานขึ้นหลายร้อยกลุ่ม และยังได้รวมตัวกันจัดตั้งสภาองค์การลูกจ้างขึ้น เพื่อทำหน้าที่พิทักษ์สิทธิให้กับผู้ใช้แรงงาน มี 3 สภา ได้แก่ สภาองค์การลูกจ้างแรงงานแห่งประเทศไทย สภาองค์การลูกจ้างแห่งประเทศไทย สภาองค์การแรงงานแห่งประเทศไทยและนี่ก็คือความเป็นมาของวันแรงงาน ที่เป็นหลักสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เดินหน้าไป

วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2552

แสงแดด มีประโยชน์มากมาย เช่น ทำให้โรคเกิดความสว่างไสว ความร้อนจากแสงแดดช่วยยับยั้งการเติบโตของเชื้อโรคต่าง ๆ ได้ ไล่ความอับชื้นของเครื่องนุ่งห่ม ห้องนอน ทำให้ไม่เหม็นเหงื่อ ผู้คนที่อยู่ในเขตหนาวเช่นยุโรป และอเมริกา มีผิวหนังสีขาวซีดจะนิยมอาบแดด เพื่อต้องการบำรุงสีผิวให้เข้มกว่าเดิม แต่ก็จะดำขึ้นชั่วคราว หรือประมาณอย่างน้อย 1 เดือน แล้วกลับสู่ปกติ คนพวกนี้จึงต้องไปอาบแดดกันบ่อย ๆ ถ้าไม่แพ้แดดก็ไม่เป็นไร ถ้าแพ้แดดก็จะเดือดร้อนรำคาญ เพราะจะมีผื่นแดงและคันเป็นระยะ ๆ

ผิวหนังที่แพ้แสงแดดเกิดได้หลายวิธีดังนี้

1. เกิดเมื่อมีสารบางอย่าง มาสัมผัสกับผิวหนัง เป็นระยะเวลานาน พอสมควร และเมื่อสารดังกล่าวถูกดูดซึมเข้าสู่เซลล์ผิวหนังจนมีปริมาณมากพอ และออกไปตากแดด ก็จะก่อให้เกิดอาการผื่นแดงเฉพาะบริเวณนอกร่มผ้า ได้แก่ ใบหน้าพบว่าตรงส่วนนูน เช่น หน้าผาก โหนกแก้ม ส่วนอื่น ๆ ที่อาจจะพบได้อีกเช่นกัน คือ คอ อกส่วนรูปตัววี แขนด้านข้าง ขาส่วนนอกกางเกง หลังเท้า สารที่มาสัมผัสกับผิว แล้วก่อให้เกิดอาการดังกล่าว เป็นสารที่อาจพบได้ในสบู่ หรือเครื่องสำอางที่มีส่วนประกอบ ของสารต่อไปนี้ คือ Bithional, Trichlosalicylanilide ถ้ามีอาการดังกล่าวควรตรวจสอบเครื่องสำอางที่ตนเคยใช้ ให้เปลี่ยนเป็นชนิดอื่น ๆ แทน อาการดังกล่าวก็จะดีขึ้น

2. เกิดเมื่อได้รับประทานยาบางอย่างซึ่งจะออกฤทธิ์ของการแพ้ยา เมื่อเราไปถูกแสงแดดแล้ว ยาดังกล่าวเป็นยาที่ใช้ รักษาโรคทั่ว ๆ ไปคือ ยาเบาหวาน (Diabenese) ยาขับปัสสาวะ (Dichlortride) ยารักษาเชื้อรา (Griseofulvin) และยากลุ่มซัลฟา ยาดังกล่าวเมื่อรับประทานเข้าไปแล้วภายใน 7 วัน ถ้าผู้ใดมีอาการแพ้ยาและแพ้แดด จะมีผื่นแดงตกสะเก็ด มีน้ำเหลืองไหลในบางราย และมีอาการคันมาก เมื่อหยุดยาอาการดังกล่าวจะหายไป

3. โรคแพ้แดดและแพ้ภูมิตัวเองคือ โรค SLE พบมากในหญิงมากกว่าชาย จะมีอาการมีไข้ ผมบางเพราะร่วงวันละ เล็กน้อย ปวดข้อเข่า ข้อนิ้วมอ ผอมลง น้ำหนักลด มีผื่นแดงชัดเจนบริเวณดั้งจมูก และแก้มทั้งสองข้าง และอาจพบอาการปกติที่อวัยวะอื่น เช่น ไต หัวใจ ปอด ทำให้ผู้ป่วยถึงแก่ชีวิตได้ ถ้าไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้องในเวลาอันสมควร ดังเช่น คุณพุ่มพวง ดาราลูกทุ่งมีชื่อและขวัญใจของชาวไทย
อาการแพ้แสงแดดในจำนวนทั้ง 3 โรคที่กล่าวข้างบนมิได้เกิดขึ้นกับมนุษย์ทุกคน จะเกิดเพียงบางคนเท่านั้น โดยเหตุผลของการเกิดไม่ทราบแน่นอน แต่ที่สำคัญคือ ต้องมีแสงแดดร่วมด้วยเสมอและสามารถทุเลาได้ โดยการรักษาที่ถูกต้อง
ส่วนอาการเป็นพิษเรื้อรังจากการแพ้แสงแดด ที่มักจะเกิดทุกราย คือ จุดด่างขาวเล็ก ๆ ขนาด 1-5 มิลลิเมตรเป็นจุดด่างขาวที่มีลักษณะกลม ไม่มีอาการเจ็บปวด หรือคันแต่อย่างใด พบในคนที่อายุเฉลี่ยประมาณ 45 ปีขึ้นไป จัดเป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากแสงแดดในผู้สูงอายุ จุดขาวดังกล่าว จะพบบริเวณที่ ถูกแสงแดดเสมอ เช่น แขน อก ผู้ที่โชคร้ายสักหน่อยอาจเกิด ตั้งแต่อายุได้ 30 ปี โดยเฉพาะพวกที่มีผิวค่อนข้างขาว และมีอาชีพที่ต้องถูกแดดได้บ่อย ๆ วิธีป้องกันคือใส่เสื้อแขนยาวหรือทายากันแดดก่อนออกไปทำงาน ถ้าเราสังเกตว่าครอบครัว ของเรามีญาติผู้ใหญ่ซึ่งมีอาการเช่นนี้
อันตรายอื่น ๆ ที่อาจเกิดจากแสงแดดยังมีอีก เช่น ถ้าตากแดดจัดจนเกินไปเป็นเวลานาน โดยเฉพาะการอาบแดดตามสระว่ายน้ำ หรือชายทะเล ซึ่งมีแสงแดดจัดมาก และไม่ใคร่มีร่มกันแดดอาจเกิดผิวหนังแดงแสบและพองภายใน 24 ชั่วโมง ภายหลังตากแดดจัดและนาน โดยเฉพาะแดดใกล้เที่ยงถึงบ่ายโมง 3 โมงเย็น จึงควรหลีกเลี่ยง ส่วนมะเร็งผิวหนังเกิดมากในฝรั่งที่นิยมอาบแดดนาน ๆ เป็นเวลาหลายปี ส่วนคนไทยนั้นกลัวแดดนิยมกางร่มหรือไม่ก็ใส่แขนยาวอยู่แล้ว มะเร็งผิวหนังจากแสงแดดจึงไม่ใคร่เกิด นับว่าโชคดีพอสมควร


Le citron est un agrume. C'est le fruit du citronnier, un arbre de la famille des Rutacées. Le citronnier (Citrus limonum) est un arbuste de 5 à 10 m de haut, à feuilles persistantes vert-foncé, ovales, luisantes sur le dessus. La fleur blanche donne un petit fruit vert sombre allongé qui devient vert de plus en plus pâle pour finir jaune vif au fur et à mesure de la croissance. Le fruit a une écorce lisse jaune éclatant. Sa chair est juteuse et très acide et riche en vitamine C. De l'écorce jaune on extrait une huile essentielle qui contient entre autres substances du limonène ou citral. Les citrons doux sont les fruits d'un cultivar particulier et se consomme comme des oranges : Citrus limon (L.) Burm. f. (Classification de Tanaka




เลมอน (lemon, เล-มอน, ชื่อวิทยาศาสตร์ Citrus limon) เป็นพืชในสกุลส้ม ผลส่วนใหญ่จะใช้สำหรับนำมาทำเป็นน้ำเลมอน ถึงแม้ว่าบางครั้งจะมีการใช้ กาก และ เปลือก ในการทำอาหารหรือของหวาน เลมอนมีส่วนประกอบของ กรดซิตริก ประมาณ 5% ซึ่งทำให้เลมอนมีรสชาติที่เปรี้ยว และมีค่า pH ประมาณ 2 ถึง 3 ด้วยความเป็นกรดนี้เลมอนในบางประเทศจะถูกใช้นำเป็นวัตถุในการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ ทดแทนสารที่เป็นกรดอื่นที่ราคาสูงกว่า เลมอนที่นำมาทำเป็นน้ำจะเรียกว่า เลมอนเนด หรือน้ำเลมอน เลมอนยังสามารถใช้เป็นส่วนประกอบของขนมหวานเช่น พายเลมอน และนอกจากนี้เลมอนยังถูกนำมาใช้แต่งกลิ่นในน้ำอัดลม เช่น ในเครื่องดื่มยี่ห้อสไปรท์และเซเว่นอัพ


La neige est une forme de précipitation, constituée de glace cristallisée et agglomérée en flocons pouvant être ramifiés d'une infinité de façons. Puisque les flocons sont composés de petites particules, ils peuvent avoir aussi bien une structure ouverte et donc légère qu'un aspect plus compact voisin de celui de la grêle. La neige se forme généralement par la condensation de la vapeur d'eau dans les hautes couches de l'atmosphère et tombe ensuite plus ou moins vite à terre selon sa structure. Les canons à neige produisent de la neige artificielle, en réalité de minuscules grains proches de la neige fondue. Cette technique est utilisée sur les pistes de ski indoor, mais aussi dans les stations de sports d'hiver pour améliorer l'état de leurs pistes.

Kepler fut l'un des premiers scientifiques à s'intéresser à la formation des flocons. Il rédige en 1611 un traité, L'Etrenne ou la neige sexangulaire. Vers 1930, le japonais Ukichiro Nakaya forme ses propres flocons dans des conditions expérimentales, fixant la température et la saturation en eau. Il s'aperçoit alors que la forme des cristaux dépend de ces deux paramètres. En 1935, Tor Bergeron développe la théorie de croissance des flocons à partir de la cannibalisation des gouttes d'eau surfondues appelée l'Effet Bergeron.



หิมะ เป็นรูปหนึ่งของการตกลงมาของน้ำจากบรรยากาศ อยู่ในรูปของผลึกน้ำแข็งจำนวนมากเรียก เกล็ดหิมะ จับตัวรวมกันเป็นก้อน ดังนั้นหิมะจึงมีเนื้อที่หยาบเป็นเกล็ด และมีโครงสร้างที่กลวงจึงมีความนุ่มเมื่อสัมผัส หิมะนั้นเกิดจากละอองน้ำเกิดการเกาะรวมตัวกันในชั้นบรรยากาศที่อุณหภูมิต่ำว่า 0°C (32°F) และตกลงมา นอกจากนี้หิมะยังสามารถผลิตได้จากเครื่องสร้างหิมะเทียม(snow cannon)ความสมมาตรของส่วนที่ยื่นออกมาของเกล็ดหิมะนั้น จะเป็นสมมาตรแบบหกด้านเสมอ เนื่องมาจากเกล็ดน้ำแข็งปกตินั้นมีโครงสร้างผลึกหกเหลี่ยม(หรือที่รู้จักกันในชื่อ ice Ih) บนระนาบฐาน(basal plane) คำอธิบายถึงความสมมาตรของเกล็ดหิมะนั้นโดยทั่วไป มีอยู่ 2 คำอธิบาย คือ อาจเป็นไปได้ที่จะมีการสื่อสารหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างส่วนที่ยื่นออกของเกล็ดหิมะ ซึ่งส่งผลให้การงอกออกของแต่ละก้านนั้นส่งผลถึงกัน ตัวอย่างของรูปแบบที่ใช้ในการสื่อสารนั้นอาจเป็น ความตึงผิว หรือ โฟนอน(phonon)คำอธิบายที่สองนี้จะค่อนข้างแพร่หลายกว่า คือ แต่ละก้านของเกล็ดหิมะนั้นจะงอกออกโดยไม่ขึ้นแก่กัน ในสภาพแวดล้อมที่อุณหภูมิ ความชื้น และสภาพแวดล้อมอื่นๆ นั้นมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อเทียบกับขนาดของเกล็ดหิมะแล้วเชื่อว่าสภาพแวดล้อมจะมีสภาพที่เหมือนกันในช่วงขนาดสเกลของเกล็ดหิมะ ซึ่งส่งผลให้การงอกออกของก้านในแต่ละด้านนั้นอยู่ภายใต้เงื่อนไขเหมือนกัน จึงทำให้ลักษณะการงอกออกนั้นเหมือนกัน ในลักษณะเดียวกับที่รูปแบบการเติบโตของวงแหวนอายุในแกนของต้นไม้ในสภาพแวดล้อมเดียวกันจะมีรูปร่างเหมือนๆกัน ความแตกต่างของสภาพแวดล้อมที่ระดับสเกลใหญ่กว่าเกล็ดหิมะนั้นส่งผลให้รูปของเกล็ดหิมะแต่ละเกล็ดนั้นมีรูปร่างที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม แนวความคิดที่ไม่มีเกล็ดหิมะใดที่มีรูปร่างเหมือนกันนั้นไม่ถูกต้อง เกล็ดหิมะสองเกล็ดนั้นมีโอกาสเหมือนกันได้ เพียงแต่โอกาสนั้นน้อยมาก American Meteorological Societyได้บันทึกการค้นพบเกล็ดหิมะที่มีรูปร่างเหมือนกันโดย แนนซี่ ไนท์(Nancy Knight) ซึ่งทำงานที่National Center for Atmospheric Research ผลึกที่ค้นพบนั้นไม่เชิงเป็นเกล็ดหิมะซะทีเดียวที่เป็นรูป ปริซึมหกเหลี่ยมกลวง (hollow hexagonal prism)
La vue

Quel que soit l’endroit où vous vous trouvez, jetez un coup d’œil au-dessus de votre tête. Sous un arbre, placez-vous le long du tronc et appréciez l’architecture des frondaisons, typique de chaque espèce.En soirée regardez les hirondelles et autres martinets chasser les insectes dans la lumière décroissante. A la campagne, malgré la chaleur, au-dessus de champs en friche, regardez la cisticole des joncs faire du surplace en chantant pour marquer son territoire.
N’hésitez pas à utiliser des outils comme les jumelles ou les longues-vues qui permettent d’apprécier la finesse des animaux qui nous entourent, de capter quelques instants de leur vie, sans les déranger.Si vous avez l’occasion de vous promener dans un marché, observez la diversité des formes, des couleurs et même des produits transformés par l’homme, reflet de la diversité des coutumes françaises.Dans l’eau, que vous soyez vous-même hors ou dans cet élément, vous y verrez, en eau douce par exemple, quantité d’insectes évoluant à la surface ou en profondeur. Vous constaterez alors la diversité des adaptations entre l'araignée d’eau qui marche littéralement sur l’eau ou le dytique qui plonge avec ses « bouteilles » d’oxygène (en effet, avant de plonger, cet insecte place l’extrémité de son abdomen à la surface ce qui lui permet de piéger de l’air sous ses élytres et lui confère une autonomie de plonger).Prenez le temps tout simplement de vous arrêter quelques minutes pour observer cette vie qui grouille autour de vous.

วันเสาร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2552

Human brain

Human brain
The human brain is the center of the human nervous system and is a highly complex organ. It has the same general structure as the brains of other mammals, but is over five times as large as the "average brain" of a mammal with the same body size.

Most of the expansion comes from the cerebral cortex, a convoluted layer of neural tissue that covers the surface of the forebrain. Especially expanded are the frontal lobes, which are involved in executive functions such as self-control, planning, reasoning, and abstract thought. The portion of the brain devoted to vision is also greatly enlarged in humans

Brain evolution, from the earliest shrewlike mammals through primates to hominids, is marked by a steady increase in encephalization, or the ratio of brain to body size. The human brain has been estimated to contain 50–100 billion (1011) neurons, of which about 10 billion (1010) are cortical pyramidal cells. These cells pass signals to each other via around 100 trillion (1014) synaptic connections.

In spite of the fact that it is protected by the thick bones of the skull, suspended in cerebrospinal fluid, and isolated from the bloodstream by the blood-brain barrier, the delicate nature of the human brain makes it susceptible to many types of damage and disease. The most common forms of physical damage are closed head injuries such as a blow to the head, a stroke, or poisoning by a wide variety of chemicals that can act as neurotoxins. Infection of the brain is rare because of the barriers that protect it, but is very serious when it occurs. More common are genetically based diseases, such as Parkinson's disease, multiple sclerosis, and many others. A number of psychiatric conditions, such as schizophrenia and depression, are widely thought to be caused at least partially by brain dysfunctions, although the nature of the brain anomalies is not very well understood.